Table of contents
- วินาทีที่มาถึง Hotel Clover Asoke: เมืองเหมือนเงียบลงนิดหนึ่ง
- รายละเอียดหนึ่งในห้องพัก: สมดุลระหว่างแสงและความเงียบ
- ระยะห่างระหว่าง Hotel Clover Asoke กับกรุงเทพฯ: แค่ถอยออกมาพอดี โดยไม่ต้องหนีจากเมือง
- Hotel Clover Asoke เหมาะกับคนแบบไหน
- บทส่งท้ายแบบเรียบ ๆ: เก็บ Hotel Clover Asoke ไว้ในลิสต์
- แนบ Google Maps ไว้ด้านล่าง
วินาทีที่มาถึง Hotel Clover Asoke: เมืองเหมือนเงียบลงนิดหนึ่ง
ตอนขับรถเลี้ยวเข้ามาที่ Hotel Clover Asoke จริง ๆ แล้วผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ย่าน Asoke เป็นพื้นที่ที่มีจังหวะรวดเร็วอยู่เสมอ ทั้ง BTS, MRT ผู้คน และห้างสรรพสินค้า ทุกอย่างหมุนเวียนต่อเนื่องแทบไม่มีจังหวะหยุด แต่พอเลี้ยวเข้ามาในซอยสุขุมวิท แล้วเปิดประตูโรงแรมเข้าไป ในวินาทีนั้นฝีเท้าก็ค่อย ๆ ช้าลงเองโดยไม่รู้ตัว

ไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เป็นความรู้สึกเหมือนพื้นที่ตรงนั้นค่อย ๆ “รับเราไว้” แสงในล็อบบี้นุ่ม ไม่สว่างจ้าจนเกินไป การออกแบบไม่ได้พยายามโดดเด่นหรือโอ้อวดมากเกินจำเป็น ในอากาศมีกลิ่นสะอาดและสดชื่นบาง ๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ที่นี่ไม่ใช่ส่วนต่อเนื่องของเมือง แต่เป็นพื้นที่คั่นกลางให้เราได้พัก สำหรับคนที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองต่าง ๆ ในเอเชียอยู่เป็นประจำ ความประทับใจแรกแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดเลยว่าคืนนี้เราจะได้พักจริง ๆ หรือเปล่า

รายละเอียดหนึ่งในห้องพัก: สมดุลระหว่างแสงและความเงียบ
หลังเข้าห้อง สิ่งแรกที่ผมสังเกตไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นแสงบริเวณหน้าต่างตรงมุมห้อง ห้องของ Hotel Clover Asoke ไม่ได้ใหญ่มาก แต่แสงถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่จ้าและไม่มืดเกินไป นอกหน้าต่างยังคงเป็นเมือง แต่จังหวะภายในห้องเหมือนช้าลงไปหนึ่งจังหวะอย่างเห็นได้ชัด

ระยะห่างระหว่างเตียง โต๊ะ และเก้าอี้ถูกจัดไว้อย่างมีเหตุผล ไม่รู้สึกอึดอัดหรือแน่นเกินไป วัสดุที่เลือกใช้ก็ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่เย็นชาหรือแข็งกระด้าง พอประตูปิดลง เสียงจากภายนอกเหมือนถูกทิ้งเอาไว้อีกโลกหนึ่ง เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ ทำให้เราสามารถนั่งลง ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งเหม่อไปเรื่อย ๆ

พื้นที่แบบนี้ไม่ได้พยายามบังคับให้เราต้อง “รู้สึกว่ากำลังพักผ่อน” แต่มันค่อย ๆ ทำให้เราผ่อนคลายลงเองอย่างเงียบ ๆ


ระยะห่างระหว่าง Hotel Clover Asoke กับกรุงเทพฯ: แค่ถอยออกมาพอดี โดยไม่ต้องหนีจากเมือง
ผมคิดมาตลอดว่า โรงแรมในเมืองที่ดีไม่ควรตัดเราออกจากเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ควรช่วยปรับระยะห่างระหว่างเรากับเมืองให้กลับมาอยู่ในจุดที่พอดี และ Hotel Clover Asoke ทำเรื่องนี้ได้ค่อนข้างลงตัว

เดินออกจากโรงแรมเพียงไม่กี่นาทีก็กลับเข้าสู่ศูนย์กลางการเดินทางของ Asoke, Terminal 21 เสียงผู้คน และจังหวะของถนนอย่างเต็มรูปแบบ แต่เพียงหันกลับเข้ามาในโรงแรม เสียงทั้งหมดนั้นก็เหมือนถูกทิ้งไว้ด้านนอก คุณไม่จำเป็นต้องหนีออกจากกรุงเทพฯ และไม่ต้องพยายามต่อสู้กับจังหวะของเมือง เพียงแค่ยืนอยู่ชั่วคราวในจุดที่ช้ากว่า แล้วมองดูเมืองยังคงเดินหน้าต่อไป
พื้นที่รับประทานอาหารเช้าอยู่บนชั้นดาดฟ้า (R)





พื้นที่บนดาดฟ้าให้มุมมองอีกแบบหนึ่ง เมื่อมองลงมาจากด้านบน รถที่วิ่งไปมาและแสงไฟของเมืองกลายเป็นเพียงฉากหลัง แทนที่จะเป็นแรงกดดัน ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมที่ขายวิวเป็นหลัก แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้เรากลับมาจัดตำแหน่งของตัวเองใหม่อีกครั้ง

Hotel Clover Asoke เหมาะกับคนแบบไหน
ถ้าคุณกำลังมองหาโรงแรมประเภทที่ทำให้ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปตลอดเวลา ที่นี่อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรก แต่ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่ต้องการจัดจังหวะของตัวเองใหม่ Hotel Clover Asoke จะค่อนข้างเหมาะ



ที่นี่เหมาะกับนักเดินทางเพื่อธุรกิจ ซึ่งใช้สมาธิและพลังไปมากในช่วงกลางวัน แล้วต้องการพื้นที่ในตอนกลางคืนที่ไม่เข้ามารบกวนความคิด นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่เดินทางคนเดียว ซึ่งต้องการเก็บความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัยไว้บ้างในเมืองที่ไม่คุ้นเคย แม้แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตเดินทางหรือพำนักอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน ที่นี่ก็เหมือนจุดพักระหว่างทาง ให้เราได้จัดตัวเองกลับเข้าที่ก่อนเริ่มการเดินทางช่วงต่อไป
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับมาปาร์ตี้ แต่เป็นสถานที่สำหรับให้ตัวเองได้ฟื้นกลับมาอีกครั้ง
บทส่งท้ายแบบเรียบ ๆ: เก็บ Hotel Clover Asoke ไว้ในลิสต์
เช้าวันที่ออกจาก Hotel Clover Asoke ผมไม่ได้รู้สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์เป็นพิเศษ แต่ทันทีที่ขับรถออกมา ผมรู้เลยว่านี่คือโรงแรมที่ผมจะ “เก็บไว้ในลิสต์” ไม่จำเป็นต้องพักทุกครั้งที่มากรุงเทพฯ แต่เมื่อไรก็ตามที่อยากได้ความเงียบสักหน่อย หรือต้องการจัดจังหวะชีวิตใหม่ ที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผุดขึ้นมาในความคิดเอง และถ้าจองล่วงหน้า ราคาก็ค่อนข้างคุ้มค่า
ในเมืองที่แทบไม่เคยช้าลงเลย การได้เจอพื้นที่ที่ไม่เสียงดัง ไม่เร่งรีบ และไม่พยายามแสดงตัวมากเกินไป แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากแล้ว