วันที่สองของทริปกาญจนบุรี เราตั้งใจมอบเวลาทั้งวันให้กับสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ นั่นคือ “น้ำตกเอราวัณ” เช้าวันนั้น ความรู้สึกของเรายังคงอยู่กับเรื่องราวอันหนักหน่วงของทางรถไฟสายมรณะ แต่เพียงไม่นาน เราก็ได้ก้าวเข้าสู่โลกของผืนป่า อากาศบริสุทธิ์ และเสียงสายน้ำ การเดินทางบางครั้งก็เป็นเช่นนี้ ความเศร้าและความใสสะอาด อาจอยู่ห่างกันเพียงชั่วขณะเดียว

เราตัดสินใจเดินแบบ “ขึ้นตรงไปถึงชั้นบนสุด แล้วค่อย ๆ เดินกลับลงมา” โดยไม่หยุดอยู่ที่ชั้นล่างนานเกินไป เป้าหมายคือขึ้นไปถึงชั้นที่ 7 ก่อน แล้วจึงค่อยแวะชมแต่ละชั้นระหว่างทางกลับ คุณพ่อคุณแม่แอบกังวลเรื่องกำลังของตัวเองอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่า ขอเพียงไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว เราก็จะไปถึงได้

ระยะทางและข้อมูลน้ำตกเอราวัณชั้นที่ 1–7
เส้นทางเดินมีระยะทางเที่ยวเดียวประมาณ 2 กิโลเมตร และระดับความสูงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละชั้น ช่วงแรกของเส้นทางค่อนข้างราบและเดินง่าย แต่เมื่อขึ้นไปสูงขึ้น ทางจะเริ่มชัน บางช่วงต้องปีนป่ายและระมัดระวังโขดหินที่เปียกลื่น

ชั้นที่ 1: ไหลคืนรัง อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 0.5 กิโลเมตร
ชั้นแรกอยู่ใกล้ทางเข้ามากที่สุด สายน้ำกว้างและไหลอย่างนุ่มนวล จึงเป็นชั้นที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แม้เพิ่งเริ่มต้นเดิน น้ำก็มีสีฟ้าอมเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำตกเอราวัณแล้ว คุณแม่ยืนมองอยู่ริมธารสักพัก ก่อนพูดว่า “สีเหมือนมีคนตั้งใจผสมขึ้นมาเลย”

ชั้นที่ 2: วังมัจฉา อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 0.6 กิโลเมตร
แอ่งน้ำของชั้นนี้ใสยิ่งขึ้น และเริ่มมองเห็นฝูงปลาตัวเล็ก ๆ เมื่อน้องชายจุ่มเท้าลงไปในน้ำ ปลาก็ว่ายเข้ามารุมล้อมทันที จนเขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ที่นี่เหมาะสำหรับหยุดเล่นน้ำและพักผ่อนมาก แต่ใจของเรายังคงมุ่งหน้าไปยังชั้นที่สูงกว่า

ชั้นที่ 3: ผาน้ำตก อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 0.7 กิโลเมตร
สายน้ำไหลลงมาตามช่องระหว่างโขดหิน ทำให้เริ่มมองเห็นมิติและชั้นของน้ำตกได้ชัดเจนขึ้น คุณพ่อหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “แค่มาถึงตรงนี้ก็คุ้มแล้ว” แต่ผมรู้ว่า บนชั้นที่ 7 ยังมีทิวทัศน์ที่กว้างและงดงามกว่ารอเราอยู่

ชั้นที่ 4: อกนางผีเสื้อ อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 1.05 กิโลเมตร
ตั้งแต่ชั้นนี้เป็นต้นไป เส้นทางเริ่มเปียกและลื่นมากขึ้น เราต้องจับราวและค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวัง คุณแม่เดินช้าลง ผมเดินตามอยู่ด้านหลัง มองดูเธอค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปทีละก้าว ในวินาทีนั้น ผมเพิ่งตระหนักว่า เวลานั้นไหลผ่านไปเร็วกว่าสายน้ำเสียอีก

ชั้นที่ 5: เบื่อไม่ลง อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 1.55 กิโลเมตร
สำหรับผม ช่วงระหว่างชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 5 เป็นช่วงที่รู้สึกว่ายาวที่สุด เมื่อเดินมาถึง สายน้ำดูละเอียดและอ่อนโยนขึ้น ราวกับผ้าขาวบางที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ นักท่องเที่ยวบริเวณนี้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด รอบตัวจึงเงียบสงบขึ้น เสียงแมลงและเสียงน้ำไหลประสานกัน จนแทบทำให้เราลืมไปเลยว่าโลกของเมืองยังคงอยู่ไม่ไกล

ชั้นที่ 6: ดงพฤกษา อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 1.75 กิโลเมตร
ช่วงนี้โขดหินสูงขึ้นและทางชันกว่าเดิมอย่างชัดเจน บางจุดต้องใช้ทั้งมือและเท้าช่วยกันปีน คุณพ่อเริ่มหอบเหนื่อยมากขึ้น แต่ไม่เคยพูดว่าอยากหยุด น้องชายเดินนำอยู่ข้างหน้าและคอยหยุดรอเราเป็นระยะ บางครั้งพวกเราเดินห่างกันออกไป แต่เมื่อผ่านโค้งถัดไป เราก็มักจะกลับมาเจอกันอีกครั้งเสมอ

ชั้นที่ 7: ภูผาเอราวัณ อยู่ห่างจากทางเข้าประมาณ 2 กิโลเมตร
ที่นี่คือปลายทางของเส้นทาง และเป็นชั้นที่มีทิวทัศน์เปิดกว้างที่สุด สายน้ำไหลลงมาจากที่สูงตามแนวหน้าผา สู่แอ่งน้ำเบื้องล่างที่ใสจนมองเห็นก้นน้ำ ตามตำนาน รูปร่างของน้ำตกชั้นนี้มีลักษณะคล้ายช้างเอราวัณสามเศียรในคติฮินดู จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ “น้ำตกเอราวัณ”

พวกเรายืนอยู่ริมน้ำโดยไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาน คุณพ่อนั่งพักบนโขดหิน คุณแม่ใช้ผ้าขนหนูซับเหงื่อ ส่วนน้องชายเริ่มตั้งกล้องถ่ายภาพ ผมยืนมองพวกเขาอยู่ข้าง ๆ แล้วความรู้สึกบางอย่างก็เอ่อล้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าในอนาคต เราจะยังมีโอกาสเดินบนเส้นทางภูเขาด้วยกันเช่นนี้ได้อีกกี่ครั้ง



ควรเดินตรงขึ้นไปถึงชั้นที่ 7 หรือไม่?

หากร่างกายไหว ผมตอบได้เลยว่า “คุ้มค่า” น้ำตกชั้นล่าง ๆ นั้นสวยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เราจดจำได้จริง ๆ คือกระบวนการในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งเราต้องมีสมาธิกับทุกก้าว โดยเฉพาะตอนเดินลง เพราะหลายครั้งทางลงกลับเดินยากกว่าทางขึ้น และต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม วันนั้นเราไม่ได้ลงเล่นน้ำนานนัก และไม่ได้ถ่ายรูปมากมาย เราเดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 7 พักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เดินย้อนกลับลงมาตามเส้นทางเดิม ใช้เวลารวมไป–กลับประมาณ 2–3 ชั่วโมง




นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้ออกมาเหนื่อยและมีเหงื่อไปด้วยกันแบบนี้
เมื่อกลับมาถึงทางเข้า ทุกคนเต็มไปด้วยเหงื่อ คุณพ่อพูดว่า “ดีนะที่ตัดสินใจเดินขึ้นไปจนถึงข้างบน” คุณแม่หัวเราะแล้วบอกว่าขาแทบจะขาด ส่วนน้องชายทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเริ่มคุยแล้วว่ามื้อเย็นเราจะกินอะไรกันดี

น้ำของน้ำตกเอราวัณมีสีฟ้าอมเขียว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในหัวใจของผมในวันนั้น กลับเป็นภาพด้านหลังของครอบครัวที่กำลังเดินไปด้วยกันบนทางเล็ก ๆ กลางผืนป่า
กาญจนบุรีมีทั้งภูเขาและน้ำตกอยู่มากมาย แต่สถานที่บางแห่งทำให้เราเข้าใจขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ว่า ทิวทัศน์ย่อมเปลี่ยนแปลง เวลาเดินต่อไป และผู้คนก็ค่อย ๆ แก่ลง การที่เรายังมีโอกาสเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันได้ จึงนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง